Camerart Magazine

banner250x90

OLYMPUS E-P2


หลังจากได้เปิดตัวกล้องกตระกูล PEN ในรุ่น E-P1 ที่สร้างความฮือฮาแก่ผู้ใช้ที่ชอบกล้องถ่ายภาพขนาดเล็ก แต่คุณภาพสูง Olympus ก็ได้ออกกล้องในตระกูลนี้ออกมาเป็นตัวที่ 2 ในชื่อ E-P2

เรื่องและภาพ : วิศรุต เพ็ชรทองคำ

 

คุณสมบัติหลักของกล้อง

*เป็นกล้องในระบบ Micro Four Third 

*ใช้เซ็นเซอร์ Live MOS ความเร็วสูง ให้ภาพขนาด

*12.3 เมกกะพิกเซลล์

*สามารถเชื่อมต่อช่องมองภาพแบบอีเลคโทรนิคส์ (Electronic View Finer) ติดตั้งบนฐานแฟลช

*มีระบบกำจัดฝุ่นแบบ Supersonic Wave Filter (SSWF) ซึ่งเป็นระบบกำจัดฝุ่นด้วยคลื่นความถี่สูง

*สามารถเลือกอัตราส่วนภาพได้ 4 แบบ 4:3 16:9 3:2 และ 6:6

*ART Filter สำหรับถ่ายภาพในแนวสร้างสรรค์ 8 โหมด 

*SCENE Mode 19 แบบ

*ใช้การ์ดบันทึกภาพแบบ SDHC และ SD

*ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน ขนาด 7.2 โวลท์ ความจุ 1,150 มิลลิแอมป์  

*จุดโฟกัสมากถึง 11 จุด สามารถย้ายจุดโฟกัสไปมาในตำแหน่งที่ต้องการได้

*ถ่ายวิดิโอได้ โดยให้คุณภาพระดับ HD คุณภาพเสียงแบบ Stereo Linear PCM

*ถ่ายภาพซ้อนได้สองภาพ บนเฟรมเดียวกัน

 



ขนาดและรูปร่าง
 

รูปร่างของ E-P2 นั้นแทบจะเป็น Body เดียวกับ E-P1 หากดูเผินๆ แล้วแทบไม่มีความแตกต่าง ยกเว้นสีของตัวกล้องที่ออกมามีเพียงสีดำเขร่งขรึมสีเดียว และเมื่อดูด้านหลังจะพบความแตกต่างคือระหว่างฐานแฟลช และจอ LCD จะมีช่องเสียบสัญญาณเชื่อมต่อ ซึ่งจะใช้เชื่อมต่อช่องมองภาพแบบอีเลคโทรนิค (Electronic View Finer) แล้วยังใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์เพื่อต่อใช้ไมโครโฟนภายนอกแบบสเตอริโอ ตัวกล้อง และแปลนเมาท์เลนส์เป็นโลหะ ทำให้กล้องมีความแข็งแรง การผลิตมีความประณีต วัสดุรอบตัวกล้องจะเป็นสเตนเลสขัดมันสีรมดำ มีกริปด้านข้างเป็นลายหนังสีดำ ทำให้กล้องดูหรูหราดี และที่ไม่ต่างไปจากรุ่นพี่คือตัวกล้องนั้นยังคงสวยงาม สะดุดตา การจับถือกล้องนั้นถ้าเป็นในรุ่น E-P1 ก็ต้องยกเล็งภาพทางจอ LCD ด้านหลังเพียงอย่างเดียว ถ้าใช้เลนส์ใหญ่ๆ สักหน่อยก็คงต้องเกร็งกันน่าดู แต่ในรุ่น E-P2 นี้ถ้าติดตัวEVF รุ่น VF2 จะทำให้สบายขึ้นเยอะเลยการจับถือแทบไม่ต่างไปจากกล้อง DSLR ในช่องมองของ EVFนั้นให้ข้อมูลครบถ้วนเหมือนกับที่แสดงบนจอ LCD ด้านหลังกล้อง และมันปรับแก้สายตาให้เหมาะกับผู้ใช้ได้อีกด้วย เนื่องจากกล้องรุ่นนี้ไม่มีปริซึม และกระจกสะท้อนภาพในช่องมองแบบกล้อง DSLR การมองภาพจะเป็นแบบไลฟ์วิวที่มีม่านชัตเตอร์ ในสภาวะเปิดใช้งานตัวรับภาพแบบไลฟ์มอสจะส่งภาพไปแสดงที่จอ LCD ด้านหลังเพื่อให้เห็นภาพจึงมีลักษณะเปิดตลอดเวลา ม่านชัตเตอร์จะวิ่งลงมาปิดเฉพาะเมื่อเวลาลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพเท่านั้น จึงทำให้กล้องตัวนี้จะมีความร้อนเมื่อเปิดใช้งานต่อเนื่องกันนานๆ พอควร และค่อนข้างใช้พลังงานมาก แต่กล้องรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงในเรื่องการประหยัดพลังงานจนเห็นได้ชัดเจน แบตเตอรี่ขนาด 1,150 มิลิแอมป์ ที่ถ่ายภาพได้แค่สองร้อยกว่าภาพก็เริ่มเตือนแบตเตอรี่อ่อนในรุ่น E-P1 แต่ในรุ่นนี้กลับถ่ายได้มากกว่าสเปคของกล้องที่บอกว่าถ่ายได้ถึง 300 กว่าภาพ แต่พอลองนำไปใช้ถ่ายจริงกลับได้ภาพถึงสี่ร้อยกว่าภาพจากแบตเตอรี่รุ่นเดียวกัน น่าทึ่งจริงๆ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่กล้องรุ่นนี้ยังคงไม่มีแฟลชติดตั้งมาด้วย หากต้องการถ่ายภาพด้วยแสงแฟลช ต้องนำแฟลชภายนอกติดตั้งบน Hot Shoe แต่นั่นก็ทำให้ต้องเลือกใช้ระหว่างแฟลชกับช่องมองภาพแบบ EVF เพราะทั้งคู่ต้องใช้จุดติดตั้งที่เดียวกัน



 

การทดสอบใช้งาน

          การจับถือ จากที่เคยใช้กล้องรุ่น E-P1 ที่เป็นกล้องที่มีขนาดเล็ก มีเพียงกริปเล็กๆ ด้านข้าง ทำให้การจับถือไม่ค่อยมั่นคง เพราะต้องยื่นกล้องออกไปเพื่อมองภาพจากจอ LCD ด้านหลัง ซึ่งอาจทำให้กล้องอาจสั่นไหวได้ แม้จะมีระบบป้องกันการสั่นไหวติดตั้งมาให้ในตัวกล้อง พอมาในรุ่น E-P2 ได้รับการพัฒนาขึ้น สามารถติดช่องมองภาพอีเลคโทรนิคส์ EVF เพื่อใช้มองภาพแบบกล้อง DSLR แทนจอด้านหลัง จะทำให้สมดุลในการจับถือนั้นดีขึ้นมาก และ EVF ยังเป็นชนิด Hi-EyePoint ทำให้มองภาพห่างจากช่องมองได้มากขึ้น ทำให้คนที่สวมแว่นตาสะดวกขึ้นมากทีเดียว และคนที่สวมแว่นสายตาแต่หากไม่อยากสวมแว่น EVF รุ่น VF2 นี้ยังปรับแก้สายตาให้ได้ระหว่าง -3.0 ถึง +1.0 ไดออพตริค  

          คุณภาพไฟล์ภาพ ในการทดสอบใช้งานนั้นพบว่า รูปลักษณ์ของกล้องแม้จะค่อนข้างเล็กกะทัดรัดคล้ายๆ คอมแพค แต่ขนาดและคุณภาพของไฟล์ นั้นเทียบได้กับ DSLR ทั่วไป ขนาดไฟล์ภาพ 12.3 ล้านพิกเซลล์นั้น สามารถนำไปใช้งานจริงๆ จังๆ ได้ การถ่ายภาพที่ ISO ต่ำๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ ISO ไม่เกิน 200 นั้น สีสัน และความคมชัดนั้นน่าประทับใจ แต่ออกจะแปลกใจในเรื่องของนอยซ์ที่ ISO สูงๆ ของกล้องรุ่นนี้ เพราะเคยคาดคิดไว้ว่านอยซ์มันน่าจะต้องถูกพัฒนาให้ดีกว่า E-P1 แต่กลายเป็นว่ามีมากกว่ากล้องรุ่นพี่เสียอีก ที่ ISO ตั้งแต่ 400 ขึ้นไปนั้นก็สามารถมองเห็นนอยซ์ ได้ชัดเจนอย่างชัดเจน

          ระบบการทำงาน กล้องรุ่นนี้เท่าที่ได้ทดสอบคิดว่าเหมาะกับการถ่ายภาพแบบพิถีพิถัน ไม่รีบร้อนอยู่สักหน่อย เพราะการทำงานของกล้องนั้นต้องยอมรับว่ายังห่างชั้นจาก DSLR อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการหาโฟกัส และความเร็วในการถ่ายต่อเนื่อง การโฟกัสภาพของกล้องรุ่นนี้ยังเป็นปัญหาเหมือนในรุ่น E-P1 วัตถุที่ต้องการถ่ายภาพต้องมีความเปรียบต่างมากสักหน่อย จึงจะโฟกัสได้ง่ายๆ แต่ถ้าพื้นผิวเรียบๆ ไม่ค่อยมีความเปรียบต่างของสี หรือ แสงแล้ว การหาโฟกัสจะยากขึ้น กล้องจะโฟกัสวืดวาดไปมา กว่าจะหาโฟกัสเจอ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำเลนส์ในระบบ 4/3 มาต่อผ่านอแดปเตอร์ จะพบว่าโฟกัสยากไม่ทันใจเอาเสียเลย วืดวาดไปมา และบ่อยครั้งที่หยุดโฟกัสทั้งๆ ที่ยังปรับโฟกัสไม่ถึงจุดที่คมชัดที่สุด ต้องใช้มือช่วยหมุนปรับให้คมชัด กล้องตัวนี้จึงเหมาะกับการถ่ายเน้นๆ ไม่รีบร้อน แต่ถ้าลองได้จับโฟกัสได้แล้วละก้อหายห่วงในเรื่องคุณภาพ แต่ยังโชคดีที่กล้องรุ่นนี้มีระบบช่วยหาโฟกัสแบบแมนวล เท่าที่ทดสอบโดยได้เปิดระบบนี้ไว้ โดยเมื่อเลนส์หาโฟกัสแล้วเราหมุนวงแหวนปรับโฟกัสกล้องจะทำการขยายภาพขึ้น 7 เท่า (7x) ทำให้หมุนหาโฟกัสได้ละเอียดมากภาพที่ได้คมชัดตรงจุดโฟกัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการถ่ายภาพแบบมาโคร ระบบช่วยหาโฟกัสนี้เป็นประโยชน์มาก แต่ก็พบว่าถ้าใช้กับเลนส์ที่ทางยาวโฟกัสไม่สูงมากนักจะหมุนหาโฟกัสได้ง่ายกว่า เพราะได้ทดลองนำเลนส์ซูมขนาดใหญ่อย่าง 50-200 SWD มาต่อผ่านอแดปเตอร์ พบว่ากำลังขยายของเลนส์บวกกับกำลังขยาย 7 เท่าของระบบจะทำให้มองยาก รู้สึกเพราะมันขยายจนล้นวัตถุไปสักหน่อย     

          ถ่ายวีดีโอคุณภาพระดับ Hidefinition ระบบถ่ายวิดิโอคุณภาพระดับ HD ระบบเสียงสเตอริโอ นั้นน่าประทับใจมาตั้งแต่ในรุ่น E-P1 การถ่ายในที่แสงปกตินั้นภาพที่ได้คมชัด ใสเคลียร์ดี มี และในสถานที่แสงน้อยๆ ขนาดแสงเทียนเล่มเดียวก็ยังเก็บแสงได้ ที่น่ายินดีที่รู้สึกได้คือระบบวิดิโอได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น อาการกระตุกของภาพน้อยลง โดยเฉพาะเวลาแพนกล้องถ่าย ภาพจะราบเรียบดูสบายตากว่าเดิม ระบบกันสั่นแบบ IS ที่มีในกล้องเมื่อใช้กับโหมดวิดิโอ ก็ช่วยทำให้ได้ความนิ่งดูสบายตา      

          การปรับโฟกัส เมื่อใช้เลนส์รุ่น Micro Four Third เองนั้น แม้ว่าการโฟกัสนั้นกล้องจะทำการหาโฟกัส โดยเลนส์จะหมุนไประยะไกล ระยะใกล้ แล้วจึงจะเข้าโฟกัสที่เลือกไว้ ก็ทำได้ดี มีความรวดเร็ว แต่เมื่อนำเลนส์ระบบ Four Third มาต่อผ่านอแดปเตอร์รุ่น MMF-1 พบว่ายังช้ามาก เหมือนในรุ่น E-P1 แต่ก็ยังโฟกัสแบบอัตโนมัติได้กับเลนส์ 4/3 ทุกตัว ต่างจาก Panasonic Lumix DMC GF1 ที่สามารถโฟกัสอัตโนมัติได้กับเลนส์ 4/3 บางตัวเท่านั้น

          การมองภาพและหาโฟกัสโดยใช้จอ LCD จอมีขนาดใหญ่ถึง 3 นิ้ว สีดำสนิท และได้รับการเคลือบสารลดแสงสะท้อนแบบ Hyper Crystal เพื่อให้ใช้งานกลางแจ้งได้ดี จอมีความคมชัดแต่ให้สีออกไปทางโทนอุ่น ใช้มองภาพหาโฟกัสในสภาพทั่วไปได้ดี แต่ในที่แสงแรงมากๆ จะเป็นอุปสรรคอยู่มากเหมือนกัน

          ระบบกันสั่นหรือ IS (Image Stabilizer) ระบบกันสั่นที่ติดตั้งอยู่ภายในกล้อง นั้นมีประโยชน์มาก ช่วยให้การถ่ายภาพหวังผลได้ยิ่งขึ้น โดยช่วยให้ใช้ สปีดชัตเตอร์ ต่ำกว่าเศษหนึ่งส่วนทางยาวโฟกัสได้ถึง 3-4 สต๊อป โดยเฉพาะกับเลนส์ทางยาวโฟกัสสูงๆ E-P2 มีโหมดป้องกันการสั่นไหว 3 โหมด คือ IS1  IS 2 และ IS 3 แต่การติดตั้งกล้องไว้บนขาตั้งกล้องควรจะปิดระบบกันสั่นนี้ไว้  เพราะอาจทำให้เกิดการชดเชยความสั่น กลับจะยิ่งทำให้ภาพสั่นไหวไปซะอีก       

          ระบบกำจัดฝุ่น ระบบกำจัดฝุ่นนี้จะทำเริ่มทำงานทันทีที่เปิดระบบการทำงานของกล้อง โดยจะมีไฟดวงเล็กๆ สีฟ้ากระพริบบอกให้รู้ว่าระบบกำจัดฝุ่นได้เริ่มทำงาน ระบบกำจัดฝุ่นของกล้องเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกล้องดิจิตอล โดยเฉพาะกล้องที่มีเซ็นเซอร์รับภาพแบบไลฟ์มอส อย่าง E-P2 ที่เซ็นเซอร์ต้องเปิดรับภาพตลอดเวลาม่านชัตเตอร์จะเคลื่อนมาปิดเฉพาะเวลาลั่นชัตเตอร์ แม้ว่าระบบกำจัดฝุ่นจากหน้าตัวรับภาพด้วยคลื่นความถี่สูง แบบ SSWF (Super Sonic Wave Filter) เป็นระบบที่เยี่ยมยอด แต่ควรหลีกเลี่ยงการถอดเปลี่ยนเลนส์บริเวณที่มีฝุ่นมาก หรือลมแรงเป็นอย่างยิ่ง

          ระบบตรวจจับใบหน้าคน Face Detection ระบบตรวจจับโฟกัสใบหน้าคนที่ เหมือนกับของกล้องคอมแพคทำให้สะดวกเวลาจะถ่ายภาพบุคคล แค่กดชัตเตอร์เบาๆ มันก็จับโฟกัสใบหน้าได้ทันที แต่ถ้าถ่ายภาพวิว หรืออื่นๆ ก็ควรจะปิดซะ เพราะหลายครั้งพบว่ามันจะไปจับโฟกัส ในตำแหน่งไม่ตรงกับที่เราต้องการได้ 

          เกจวัดความเอียง Level gauge และสเกลบนจอภาพ ฟังก์ชั่นนี้มีประโยชน์สำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการให้ได้ระนาบที่ตรงจริงๆ เช่น การถ่ายสถาปัตยกรรม ต่างๆ หรือใช้วัดความสมดุล ซ้าย-ขวา บน-ล่าง ใช้ตัววัดระดับ ก็สามารถใช้สเกลนี้ได้


 

สร้างสรรค์ภาพถ่ายด้วยอาร์คฟิลเตอร์ CREATIVITY WITH ART FILTERS

          ฟังก์ชั่น ART/SCN เอาไว้ใช้ถ่ายภาพในแนวครีเอต/แนวอาร์ต จากการที่ได้ทดลองใช้ก็รู้สึกว่าทำให้การถ่ายมีความสนุกไม่น้อย ด้วย 6 อาร์ต 11 ซีนในการสร้างภาพแบบสำเร็จรูป โดยที่ไม่ต้องไปเปิดทำในคอมพิวเตอร์ เราสามารถทำภาพให้สีจัด หรือสีซีดจาง ทำภาพซอฟท์ ภาพไฮคีย์/โลว์คีย์ หรือจะถ่ายภาพแนวโลโม่ ที่มีขอบมืดทั้งสี่ด้าน ได้อย่างมันมือเลยทีเดียว แต่การใช้ฟังก์ชั่นอาร์ตต่างๆ เหล่านี้จะทำให้กล้องทำงานช้าลงตอนจัดเก็บภาพ เพราะต้องไปเสียเวลาไปจัดการภาพตามฟิลเตอร์ให้

 

Creative Funtion     

          เมื่อหมุนแป้นเลือกระบบไปที่ ART หรือ SCN ก็จะพบกับเครื่องมือสร้างสรรค์งานบนภาพถ่าย ให้คุณหลีกหนีความจำเจให้การถ่ายภาพ โดยในฟังก์ชั่น ART/SCN มีเครื่องมือสร้างสรรค์ให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ART จำนวน 8 แบบ และแบบ SCN อีก 19 แบบ

ART  

ART 1 Pop Art ให้ภาพสีสันฉูดฉาด คอนทราสท์จัด ให้ความรู้สึกสนุก สดใส

ART 2 Soft Focus ให้ภาพแบบนุ่นนวลชวนฝัน เหมาะสำหรับถ่ายภาพบุคคล

ART 3 Pale & Light Color ให้ภาพออกสไตล์สีซีดๆ ให้ความรู้สึกอ่อนละมุนเบาบาง

ART 4 Light Tone ให้ภาพเหมือนอยู่ใต้ชายคา หรือในเงาร่มไม้ คอนทราสต์จะต่ำ

ART 5 Grany Film ให้ภาพขาวดำ แบบมีเกรนเหมือนถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำที่ ISO สูงๆ

ART 6 Pin Hole ให้ภาพแบบมีขอบดำทั้งสี่มุม สไตล์โลโม่

 

SCN

SCN 1 Children เน้นการการถ่ายภาพที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวตลอดเช่นเด็ก ๆ

SCN 2 High Key เน้นโทนภาพแบบสว่าง อ่อนโยน

SCN 3 Low Key เน้นโทนภาพแบบมืด ลึกลับ

SCN 4 Dis Mode เน้นการลดความเบลอร์ของภาพ หรือการสั่นไหว

SCN 5 Nature Macro สำหรับการถ่ายภาพมาโคร โดยจะใช้รูรับแสงแคบ เพื่อความชัดลึก

SCN 6 Candle เน้นโทนสีอบอุ่น ภายใต้แสงเทียน

SCN 7 Sunset เหมาะสำหรับถ่ายภาพอาทิตย์ขึ้น หรือ ตอก โดยเน้นโทนสีอุ่น เน้นสีแดง และเหลือง  

SCN 8 Document สำหรับถ่ายประเภทเอกสาร โดยเน้นคอนทราสท์ของตัวอักษรและกระดาษ

SCN 9 Panorama สำหรับการถ่ายภาพและนำมาต่อแบบพานอราม่าโดยต้องใช้การ์ด XD ด้วย

SCN 10 Fire Work สำหรับการถ่ายภาพพลุ และแสงไฟ   โดยกล้องจะปรับไปใช้สปีดที่ช้า

SCN 11 Beach & Snow สำหรับถ่ายภาพให้ที่สีขาวและสะท้อนแสงมากๆ เช่น ริมทะลที่มีหาดทรายขาว หรือที่ที่มีหิมะ

 

          หลังจากที่ได้ทดลองใช้กล้องโอลิมปัส E-P2 พบว่ามันมีการพัฒนาขึ้นอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มระบบ EVF เข้ามา และฟังก์ชั่นในโหมด ART และ SCN ที่เพิ่มขึ้น การประหยัดพลังงานที่ดีขึ้นมากแบตเตอรี่รุ่นเดียวกับ E-P1 สามารถถ่ายภาพได้กว่าสี่ร้อยภาพ แต่ที่น่าเสียดายคือ ยังคงไม่มีแฟลชติดตั้งในตัวมาให้ใช้ และที่น่าผิดหวังคือนอยส์ของรุ่นนี้พบว่ามากขึ้นกว่า E-P1 เสียอีก แต่ที่ ISO ไม่สูงนักคุณภาพไฟล์ภาพถ่ายนั้นมีคุณภาพดี คมชัด สีสันสวยงามตามแบบฉบับโอลิมปัสจริงๆ และสามารถนำไปใช้งานจริงๆ จังได้ ขนาด และน้ำหนักของกล้องไม่มากทำให้สะดวกในการพกพา และมันยังครบครันด้วย ระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบวัดแสงทั้งแบบต่างๆ ระบบวิดิโอคมชัดคุณภาพในระดับ HD และให้คุณภาพเสียงระบบสเตอริโอ จึงเป็นกล้องที่ครองใจนักถ่ายภาพที่ต้องการกล้องขนาดเล็กแต่คุณภาพสูงได้ไม่ยาก

 

เวปบอร์ดห้องนี้สำหรับสมาชิกคุยกัน

ห้อง Digital ClassRoom (เฉพาะสมาชิก)

Support Center

Camerart Magazine
สื่อกลางของคนเล่นกล้องสำหรับนักถ่ายภาพ

บริษัท เลเซอร์กราฟฟิค 82 จำกัด
136/29 ถ.นเรศ สี่พระยา
บางรัก กรุงเทพฯ 10500

Tel: 0-2235-9958-9
Fax: 0-2237-1484
Email:
camerart@camerart
magazine.com

Website:
www.camerartmagazine.com


แลกลิ้งค์กับคาเมราร์ต
ต้องการแลกลิ้งค์กับคาเมาราร์ตให้ส่งเมลล์แจ้งขนาดแบนเนอร์และหน้าที่ท่านจะติดแบนเนอร์ของเราพร้อมส่งแบนเนอร์ของท่านมาที่ Emailด้านบน