
ปัจจุบันคงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าเราได้เข้าสู่ยุคของดิจิตอลอย่างเต็มตัวแล้ว กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพต่างถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น จนแทบจะเรียกได้เลยว่าทำให้การถ่ายภาพง่ายขึ้นอย่างมากและครอบคลุมความต้องการของเรามากขึ้นและเนื่องด้วยการเป็นยุคของดิจิตอลด้วยแล้ว
ผู้ใช้จึงไม่ค่อยคำนึงถึงการสิ้นเปลืองในการถ่ายภาพเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องของการล้าง-อัดฟิล์ม จึงทำให้ผู้ใช้มีการถ่ายภาพในจำนวนที่มากขึ้น หลายๆ ท่านคงจะคิดว่ามันเป็นผลดีที่เราจะสามารถถ่ายภาพได้มากขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็มีผลเสียตามมาเช่นกันนั่นก็คือ การจัดเก็บภาพซึ่งเกิดตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นเนื้อที่ในการเก็บภาพและข้อมูล, การจัดระเบียบภาพ, การค้นหาภาพจากฐานข้อมูล จากปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านี้จึงเกิดการพัฒนาทางด้าน software มาแก้ไขปัญหา ซึ่งมีการพัฒนามาโดยตลอดและมีโปรแกรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตลอดเวลา software แต่ละตัวก็มีความสามารถที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตัวที่เอาไว้สำหรับดูภาพ, จัดการภาพ และบางตัวยังสามารถปรับแต่งภาพเบื้องต้นได้ เช่น Adobe Bridge, ACD see, iPhoto และอื่นๆ หรือ software บางตัวที่สามารถจัดการภาพ และสามารถจะปรับแต่งภาพได้อย่างเต็มที่เช่น Adobe Lightroom, Aperture และอื่นๆ โปรแกรมต่างๆ เหล่านี้มีอยู่ในตลาดเพื่อให้ผู้ใช้เลือกใช้ได้ตามความต้องการของแต่ละคน ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง software ตัวหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็น software จัดการภาพที่ช่างภาพทั่วโลกยอมรับ และเลือกใช้มากที่สุดตัวหนึ่งนั่นก็คือ Aperture
Aperture เป็น software ที่ทาง Apple พัฒนามาแก้ไขปัญหาในการจัดการภาพในคอมพิวเตอร์ของช่างภาพและถูกพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ถึง version ซึ่งถือว่าสมบูรณ์แบบมากเลยทีเดียว แม้ว่า Aperture จะเป็นโปรแกรมจัดการภาพที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์มากแต่ก็มีข้อจำกัดอยู่อย่างหนึ่งคือ Aperture ต้องใช้กับระบบ Mac Os เท่านั้น ซึ่งด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้กลุ่มคนใช้ Aperture ค่อนข้างจะเป็นกลุ่มเฉพาะคนที่ใช้ Apple เท่านั้น หลายๆ คนเคยอาจจะสงสัยว่า Aperture กับ Lightroom แตกต่างกันอย่างไร โปรแกรมทั้งสองตัวนี้ค่อนข้างจะมีคุณสมบัติเหมือนกันมาก แตกต่างกันเล็กน้อยนั่นคือ Aperture มีระบบการจัดการภาพที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์และครอบคลุมมากกว่า ส่วน Lightroom โดยพื้นฐานแล้วการใช้งานจะค่อนข้างเหมือนกันกับ Aperture แต่จะเด่นกว่าในเรื่องของลูกเล่นในการปรับแต่งภาพ ซึ่งมี preset ที่ผู้ใช้สามารถจะเลือกตั้งค่าต่างๆ และบันทึกเอาไว้เป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการปรับแต่งรูปอื่นๆ ได้ทันที ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ เรามาเริ่มเรียนรู้การใช้งานของ Aperture กันทีละขั้นตอนเลยดีกว่า
เริ่มต้นการใช้งาน Aperture
ด้วยการเปิดโปรแกรมขึ้นมาจะพบกับหน้าต่างแรกที่จะมีตัวเลือกให้เราได้เลือกใช้งานซึ่งจะมี (Picture 1)
1. View the Tutorials คือ การเริ่มต้นเรียนรู้ Aperture ทีละขั้นตอนโดยดูผ่านทาง QuickTime จาก internet
2. Import Your iPhoto Library คือ การโหลดรูปเข้ามาสู่ Aperture จากรูปที่มีอยู่แล้วใน iPhoto Library
3. Import Photos from a Folder on Disk คือ การโหลดรูปเข้ามาสู่ Aperture จากฐานข้อมูลเดิมหลายๆ ตัวเช่น Harddisk, Thumbdrive, CD หรือ DVD
4. Import Photos from a Memory Card or Camera คือ การโหลดภาพเข้าสู่ Aperture จากกล้องหรือ Memory Card
5. Start Using Aperture คือ การใช้งาน Aperture โดยตรงทันที

หลังจากเข้ามาสู่ Aperture จะเจอกับหน้าต่างการใช้งานซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องมือต่างๆ ประกอบไปด้วย (Picture 2)
1. Inspector pane คือ แถบเครื่องมือสำคัญของการใช้งาน Aperture ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดการ Project ต่างๆในการจัดการภาพ, การปรับแต่ง Metadata และเครื่องมือในการปรับแต่งภาพ
2. Browser คือ แถบในการแสดงภาพในรูปแบบของ Thumbnail เพื่อให้เราดูภาพโดยรวมได้ง่าย
3. Viewer คือ หน้าต่างที่แสดงภาพที่ถูกเลือกเพื่อปรับแต่งสามารถแสดงทีละหลายๆ ภาพได้แล้วแต่เราจะเลือกขึ้นมาแสดง และยังประกอบไปด้วยแถบเครื่องมือทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ซึ่งด้านซ้ายประกอบไปด้วย (Picture 6)

Drag คือ ปุ่มที่ใช้สำหรับเลือกเป็นลูกศรในการใช้งาน
Rotate Tool คือ เครื่องมือสำหรับหมุนภาพซึ่งมี 2 ปุ่มคือหมุนตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา
Lift & Stamp คือ เครื่องมือที่ใช้สำหรับ Copy คำสั่งต่างๆ ที่เราทำไปจากภาพหนึ่งไปยังอีกภาพหนึ่ง
Crop & Straighten Tool คือ เครื่องมือสำหรับ crop และ ปรับภาพให้ตรงและเป็นระนาบ
Retouching Tool คือ เครื่องมือที่สามารถใช้ Retouch เบื้องต้น

ส่วนทางด้านซ้ายประกอบไปด้วย (Picture 7)
Viewer Mode คือ เครื่องมือที่ให้แสดงภาพบน Viewer ซึ่งเราสามารถเลือกให้แสดงภาพบน Viewer ในรูปแบบต่างๆได้ เช่น รูปเดียว หรือ แสดงเปรียบเทียบ
Show Master คือ เครื่องมือในการตรวจสอบดูไฟล์ภาพต้นฉบับ หลังจากเรามีการปรับแต่งภาพแล้วต้องการดูความแตกต่างของภาพต้นฉบับกับภาพที่เราได้ปรับแล้วให้เรากดปุ่มนี้ภาพของเราที่แสดงอยู่บน Viewer จะถูกปรับไปสู่ไฟล์ต้นฉบับ
Zoom Viewer คือ เครื่องมือในการใช้ดูภาพระยะใกล้หรือที่เราเรียกว่า Zoom 100% นั่นเอง
Quick Preview Mode โดยปกติแล้วการแสดงภาพบน Viewer จะเรียกข้อมูลจากไฟล์ต้นฉบับมาแสดงซึ่งถ้าไฟล์ต้นฉบับเป็น Raw Files จะทำให้การโหลดภาพแต่ละครั้งใช้เวลานานแล้วใช้ทรัพยากรเครื่องสูงพอสมควรดังนั้นแล้วถ้าเราต้องการที่จะดูภาพเพียงอย่างเดียวให้เราเข้าโหมดนี้จะช่วยให้เราสามารถดูรูปได้เร็วมากขึ้นและไม่เปลืองทรัพยากรของเครื่องอีกด้วย แต่ในขณะที่เราเข้าอยู่โหมดดังกล่าวจะไม่สามารถปรับแต่งภาพใดๆ ได้เลย
4. Toolbar คือ แถบเครื่องมือที่เราสามารถจะเลือกเครื่องมือต่างๆ มาวางบนแถบนี้ได้ ซึ่งเราสามารถจะเลือกเครื่องมือต่างๆ มาวางได้ตามที่เราต้องการได้เลย
พอรู้จักกับเครื่องมือต่างๆ แล้วเรามาโหลดภาพเข้ามาสู่ Aperture โดยการกดที่ปุ่ม Import (Picture 3) จะ



ปรากฎหน้าต่างขึ้นมาอีกหน้าต่าง (Picture 4, 8) ซึ่งให้เราสามารถเลือกรูปที่จะโหลดเข้ามาสู่ Aperture Library เราสามารถเลือกรูปที่จะโหลดได้หรือว่าจะโหลดทั้งหมดเลยก็ได้ หลังจากเลือกรูปเสร็จแล้วทางด้านขวามือจะมีแถบเครื่องมืออีกตัวหนึ่ง (Picture 5) ซึ่งใช้เพื่อใส่รายละเอียดของภาพที่เราต้องการจะบันทึกลงไปในข้อมูลของ Aperture แถบเครื่องมือนี้ประกอบไปด้วย รายละเอียดข้อมูลของภาพ, การเลือกสถานที่เก็บภาพและแก้ไขชื่อของภาพเบื้องต้น, แก้ไขเวลาถ่ายภาพโดยสามารถปรับได้ตาม Time Zone และใส่ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้ง่ายต่อการจัดการและค้นหารูป ไม่ว่าจะเป็นการใส่
Keyword คือ คำจำกัดความของรูปเพื่อให้เราค้นหารูปได้ง่ายขึ้น ซึ่งรูปๆ หนึ่งเราสามารถที่จะใส่ Keyword ได้หลายๆ ตัวโดยการ ใส่ลูกน้ำกั้นเอาไว้ (............,.............)
Caption คือ คำบรรยายของภาพนั้นๆ
Credit คือ เครดิตของภาพ
Copyright Notice คือ ลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ถ้าเกิดต้องการเครื่องหมาย Copyright ให้กด Option+G
Object Name คือ ข้อมูลเพิ่มเติมของภาพนั้นๆ

หลังจากใส่ข้อมูลต่างๆ ครบเรียบร้อยแล้วให้เรากด Import เพื่อที่จะนำภาพที่เราเลือกนั้นเข้าสู่ Aperture Library (Picture 9) พอกดเสร็จแล้วรูปที่เลือกจะเข้ามาอยู่ใน Browser ส่วนทางด้านของ Inspector pane นั้นจะขึ้น Untitled Project ขึ้นมา ซึ่งรูปที่เราเลือกมาทั้งหมดนี้จะถูกเก็บอยู่ในนี้ ซึ่งรูปที่เข้ามาสู่ใน Aperture Library จะเรียกว่า Master ก็คือไฟล์ต้นฉบับที่ไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลย แต่ถ้าเกิดผ่านการปรับแต่งแล้วจะเรียกไฟล์นั้นว่าเป็น Version ซึ่งใน Aperture นั้นเราสามารถจะ Duplicate ออกมาหลายๆ ตัวเพื่อปรับแต่งในหลายๆ รูปแบบได้




หลังจากนั้นแล้วเราจะเข้ามาสู่กระบวนการจัดเก็บและจัดการภาพ ใน Aperture นั้นจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ Project, Album และ Smart Album ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าต้องการจะจัดการไฟล์ภาพยังไง หลังจากที่เรา Import รูปเข้ามาใน Aperture ทุกครั้งรูปทั้งหมดจะอยู่ใน Untitled Project หลังจากที่รูปเข้ามาอยู่ใน Aperture ให้เราเริ่มจากการตั้ง Project ก่อนซึ่งสามารถตั้งเป็นชนิดภาพ หรือประเภทของภาพ เช่น Wedding, Landscape หรืออื่นๆ แล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้เพื่อที่จะได้ค้นหารูปภาพได้สะดวกซึ่งเราอาจจะสร้างไว้หลายๆ Project เลยก็ได้ หลังจากนั้นค่อยมาสร้างทีละ Album หรือ Folder ใน Project อีกครั้งหนึ่งเพื่อแยกเป็นแต่ละทริป หรือเหตุการณ์ โดยการกดที่เครื่องหมาย + (Picture 10) ทางด้านขวามือของแถบเครื่องมือ Inspector pane และเลือกที่ New Empty Album หลังจากนั้นก็ใส่ชื่อ Album ต่างๆ ตามที่ต้องการและเราก็สามารถที่จะเลือกรูปมาใส่ใน Album ได้ง่ายโดยแค่ลากรูปนั้นๆ เข้ามาใน Album ได้เลย ส่วนในตัวของ Smart Album ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นตัวหนึ่งของ Aperture ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายมากโดยหลังจากที่ Import รูปเข้ามาสู่ Aperture เรียบร้อยแล้วบางครั้งเราต้องการจะแยกรูปที่เราถ่ายออกมาเป็นวัน, ข้อมูลการถ่ายภาพ, Keyword, Rating และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ ใน Aperture นี้สามารถที่จะแยกไฟล์ภาพต่างๆ ตามข้อมูลที่เราต้องการจะให้แยกได้หมดเลยโดยเข้าไปที่ Smart Album (Picture 11) เลือกข้อมูลที่เราต้องการจะให้แยกเช่นวันที่ถ่ายภาพ (Picture 13), Rating หรืออื่นๆ ซึ่งเราสามารถเลือกได้โดยการกดที่เครื่องหมายบวกด้านข้าง (Picture 12) เพื่อใส่สิ่งที่เราต้องการให้โปรแกรมจัดการแยกไฟล์ให้เรา ทำให้หมดปัญหาเรื่องของการจัดแยกข้อมูลไฟล์ภาพไปได้อย่างรวดเร็วและไม่เสียเวลานาน เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะมีไฟล์ภาพมากแค่ไหนก็สามารถทำให้เรานั้นสามารถจัดการไฟล์ภาพเหล่านั้นได้ด้วยความรวดเร็วและสะดวกมากๆ


ส่วนต่อมาคือการใส่ Rating ให้กับรูปต่างๆ รูปที่ถ่ายออกมานั้นก็มีทั้งที่เราชอบมากชอบน้อยแตกต่างกันออกไป ซึ่งการใส่ Rating ให้กับภาพต่างๆ นั้นเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถที่จะจัดการไฟล์ภาพได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งใน Aperture นั้นจะมี Rating ตั้งแต่ 0-5 โดยสามารถจะใส่ Rating ได้โดยการกดเลข 0-5 ได้ตาม Rating ที่เราต้องการจะให้ในแต่ละภาพได้เลย หรือ กด + และ - ในการเพิ่ม-ลด Rating ก็ได้ หลังจากที่เราใส่ Rating ใต้ภาพจะขึ้นดาวขึ้นตามตามจำนวน Rating ที่เราใส่ลงไป (Picture 15) หลังจากใส่ Rating ให้ภาพแล้วเราก็สามารถจะจัด Album ตาม Rating ต่างๆ ตามที่เราต้องการได้โดยการใช้ Smart Album และเราก็สามารถจะเลือกดูภาพที่เราใส่ Rating ได้โดยการเลือกที่แถบด้านล่างว่าต้องการให้ใน Viewer แสดงภาพที่มี Rating เท่าไหร่บ้าง





Stack เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งใน Aperture ซึ่งถือว่าเป็น จุดเด่นอีกตัวหนึ่งเลยทีเดียว Stack ทำหน้าที่แบ่งแยกภาพถ่าย บางครั้งช่างภาพมีการถ่ายภาพหนึ่งภาพหลายๆ ช็อตจึงต้องมีการ Stack ภาพขึ้นมาโดยทำให้ภาพที่ถ่ายซ้ำๆ หลายๆ ช็อตนั้นรวมกันเป็น Stack เดียวกันโดยเอารูปที่ชอบที่สุดนั้นแสดงอยู่เป็นรูปแรก การทำ Stack นั้นเริ่มต้นจากการเลือกภาพที่ต้องการให้อยู่ใน Stack เดียวกันก่อนโดยการกด Command ค้างและเลือกรูปที่เราต้องการ (Picture 16) เมื่อได้รูปที่ต้องการเรียบร้อยแล้วให้กด Command + K รูปที่ถูกเลือกก็จะ Stack (Picture 17) รวมกันเป็นอันเดียวโดยจะขึ้นจำนวนรูปใน Stack อยู่ทางมุมซ้ายบนเมื่อเรากดที่ตรงเลขดังกล่าวจะเป็นการเปิด-ปิด Stack (Picture 18) เพื่อแสดงภาพทั้งหมดใน Stack หลังจากนั้นแล้วก็มาเลือกภาพที่ชอบที่สุดขึ้นเป็นภาพแรกที่แสดงบน Stack โดยการลากภาพที่ชอบมาอยู่ภาพแรกเพียงเท่านั้นภาพนั้นก็จะถูกแสดงเป็นภาพแรกของ Stack แต่ถ้าเกิดเราจะ Stack รูปในจำนวนมากๆ นั้นก็ถือเป็นการเสียเวลาเป็นอย่างมาก ใน Aperture ก็มีอีก function หนึ่งซึ่งเรียกว่า Auto Stack (Picture 19) คือการสั่งให้โปรแกรม Stack โดยอัตโนมัติ ซึ่งโปรแกรมจะ Stack ตามระยะช่วงเวลาของการถ่ายภาพซึ่งจะมีให้เลือกในคำสั่ง Auto Stack ตั้งแต่ 0.15 - 1.00 นาที เช่นจากรูปแรกที่เรากดห่างออกไปเป็นเวลาอีก 15 วินาทีให้รวมเป็น Stack เดียวกัน ซึ่งเราสามารถจะกำหนดช่วงเวลาได้ตั้งแต่ 0.15 - 1.00 นาที (Picture 20) การทำ Auto Stack สามารถทำได้โดยการเลือกรูปใน Browser จากนั้นกด Stack เลือกคำสั่ง Auto Stack มันจะขึ้นหน้าต่างให้เรากำหนดระยะช่วงเวลา เมื่อใส่เสร็จแล้วให้ปิดหน้าต่างเท่านี้โปรแกรมก็จะ Auto Stack (Picture 21) ไว้ให้แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากจะเพิ่มรูปที่ไม่อยู่ใน Stack เข้าไปใน Stack ก็เพียงแค่ลากรูปนั้นเข้ามาใน Stack เพียงเท่านี้รูปเหล่านั้นก็จะถูก Stack รวมกันเป็นอันเดียว ซึ่งการทำ Stack เยอะๆ นั้นทำให้เราสามารถจัดการไฟล์ภาพได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและทำให้ไฟล์ภาพของเราเก็บอย่างเป็นระเบียบด้วย











